วิเคราะห์ปัญหาด้วย "PIPE"

(บทความนี้ตีพิมพ์ในคอลัมน์ “Life is Learning” นสพ.กรุงเทพธุรกิจ วันอาทิตย์ที่ ​23/11/2557)

ในชีวิตของทุกคนไม่ว่าผู้ใหญ่ หรือเด็ก ล้วนแต่ต้องเผชิญหน้ากับปัญหาต่างต่างนานา ไม่ว่าจะเล็กหรือว่าใหญ่ เพียงแต่ใครจะมองว่าสิ่งนั้นเป็นอุปสรรคที่ขวางกั้น หรือเป็นสิ่งนั้นเป็นความท้าทายที่ทำให้เราเติบโตทางปัญญา

แท้ที่จริงแล้วประเภทของปัญหา สามารถจำแนกได้ 2 ประเภท

  1. Standard Problem คือ ความแตกต่างระหว่าง “สิ่งที่เป็นอยู่” กับ “สิ่งที่ควรจะเป็น”
  2. Challenge Problem คือ ความแตกต่างระหว่าง “สิ่งที่เป็นอยู่” กับ “สิ่งที่อยากให้เป็น”

สิ่งสำคัญที่จะทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาให้ลุล่วงไปได้นั้น องค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ การวิเคราะห์ปัญหา ซึ่งในวันนี้ผู้เขียนจะขอนำเสนอแนวทางวิเคราะห์ปัญหาด้วย “PIPE” ได้แก่

ปัจจัยภายใน (Internal Factor)

P – People ให้พิจารณาว่ามี ใคร หรือ ทีมงานใด หรือ หน่วยงานใด หรือ องค์กรใด บ้างที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหานี้

I – Input ให้พิจารณาว่า Input ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น วัตถุดิบ และเงินทุน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหานี้

P – Process ให้พิจารณาว่ากระบวนการทั้งหมดตั้งแต่นำ Input เข้ามาผ่านกระบวนการต่าง ๆ ไปจนถึงออกเป็น Output ว่ามีอะไรบ้างที่มีส่วนเกียวข้องกับปัญหานี้

ปัจจัยภายนอก (External Factor)

E – Environment ให้พิจารณาปัจจัยสภาพแวดล้อมต่าง ๆ เช่น นโยบาย, เศรษฐกิจ, สังคม และอื่น ๆ ว่ามีอะไรบ้างที่มีส่วนเกียวข้องกับปัญหานี้

จากนั้นให้นำมาเขียนออกมาเป็นแผนภาพ ดังรูป

โดยผู้เขียนได้นำแนวทางวิเคราะห์ปัญหาด้วย “PIPE” ไปใช้ในการวิเคราะห์ปัญหา “คะแนน O-NET น้อยกว่าค่ามาตรฐาน” ของโรงเรียนบ้านเขาแดง (ราษฎร์อุปถัมภ์) จ.สงขลา ซึ่งถ้าจัดเป็นปัญหาประเภท Standard Problem คือ ความแตกต่างระหว่าง “สิ่งที่เป็นอยู่” อันได้แก่ ผลคะแนนสอบของโรงเรียน กับ “สิ่งที่ควรจะเป็น” อันได้แก่ คะแนนค่ามาตรฐานที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด โดยให้คุณครูช่วยกันระดมสมอง ออกมาได้ผลวิเคราะห์ดังนี้

ปัจจัยภายใน (Internal Factor)

P – People มีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ 3 กลุ่มด้วยกัน คือ

  1. ผู้บริหาร – ต้องเน้นความสำคัญของงานด้านวิชาการ
  2. ครู – ขาดแคลนบุคลากรที่สอนตรงกับวิชาเอกที่จบมา และมีภาระงานด้านธุรการมาก
  3. ผู้ปกครอง – ไม่ให้ความสำคัญของการศึกษาของลูกหลาน และไม่ให้ความร่วมมือกับโรงเรียน

I – Input ประกอบไปด้วย 2 ส่วน

  1. นักเรียน – ไม่มีเป้าหมายในการเรียนที่ชัดเจน, ขาดเรียนบ่อย ทำให้อ่านไม่คล่อง เขียนไม่คล่อง และไม่รู้จักคิด
  2. งบประมาณ – ขาดแคลนงบประมาณที่จะพัฒนาสื่อการเรียนการสอนให้น่าสนใจ

P – Process ได้แก่ การจัดกระบวนการการเรียนการสอนของครูยังขาดเทคนิคการสอนที่น่าสนใจ เพื่อกระตุ้นความอยากเรียนรู้ของเด็ก

ปัจจัยภายนอก (External Factor)

E – Environment สภาพแวดล้อมของชุมชน และปัญหาปากท้อง ที่ส่วนใหญ่ทำอาชีพประมงและมีการเปลี่ยนที่ทำกินบ่อย ทำให้นักเรียนขาดเรียนบ่อย และต้องเลิกเรียนกลางคันเพื่อย้ายตามพ่อแม่

สำหรับโรงเรียน หน่วยงานราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือเอกชน ที่ต้องการให้ผู้เขียนไปบรรยายหลักสูตร “Systematic Problem Analytical skills – SPAs)” ให้กับบุคลากรในองค์กร สามารถติดต่อได้ที่ A@LERT Learning and Consultant – คุณเพชร 081 711 3466

“นายเรียนรู้”

นายบุญเลิศ คณาธนสาร

boonlert.alert@gmail.com

Posted in Thinking and tagged , , , , .

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *